background

ความเป็นอยู่ชาวภูเก็ต

เนื่องจากภูเก็ตเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยแร่ดีบุก ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นที่ต้องการของต่างชาติ และมีชาวต่างประเทศมาตั้งห้างเพื่อขนส่งแร่ดีบุกในภูเก็ตมาโดยตลอด สมัยอยุธยามีชาวโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับดีบุกมาโดยตลอด(จดหมายเหตุท้าวเทพกระษัตรี) ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์มีทั้งชาวตะวันตกและชาวจีนได้เข้ามาทำเหมืองแร่ภูเก็ต ได้นำเอาวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาในภูเก็ต วัฒนธรรมภูเก็ตยิ่งหลากหลายมากยิ่งขึ้นเช่นชาวภูเก็ตรับเอาความเชื่อจากศาสนาฮินดูเกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์ การนับถือพระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ เข้ามาผสมผสานกับการนับถือในพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ภาษาพูด ในบางคำของชาวภูเก็ตก็รับเอามาจากภาษามลายูบ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ภาษาจีนบ้าง ขนบธรรมเนียมประเพณีก็มีทั้งพิธีพุทธ พิธีพราหมณ์ พิธีจีน ผสมผสานในชาวภูเก็ตทุกคน ทั้งนี้เพราะภูเก็ตมีคนต่างชาติต่างภาษาเข้ามามีอิทธิพลในภูเก็ตหลายพวกนั่นเอง
ภูเก็ตในอดีตเป็นสังคมชนบท อยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงงาน พืชผล การให้ปันสิ่งของ แม้กระทั่งที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัย เป็นสังคมที่ผู้คนค่อนข้างจะเป็นตัวของตัวเองสูง พูดจาเสียงดังไม่เกรงใจใคร รักพวกพ้อง มักจะเรียกกลุ่มของตนตามหมู่บ้านที่อยู่ เช่น ชาวบางเหนียว ชาวสามกอง ชาวโรงอิฐ พวกบ้านส้าน บ้านพอน บ้านเคียน ฯลฯ บ้านเรือนแบบจีน สร้างด้วยดิน เรียกว่า ตึกดิน หรือกว้านดิน เนื่องจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างทำด้วยดิน หรือดินเผา ดินที่ใช้ในการสร้างบ้านเรือนแบบนี้นัยว่าเป็นดินที่ผสมด้วยวัสดุบางอย่าง เพื่อให้มีคุณสมบัติเกาะยึดติดแน่นไม่เปราะและไม่ผุพังง่าย ชาวจีนใช้ดินผสมนี้อัดกระทุ้งให้เรียบสนิท เสริมสูงขึ้นจากพื้นจนเป็นรูปกำแพง และใช้เป็นฝาผนังบ้านทั้งสี่ด้าน มีประตู หน้าต่าง ใช้ไม้แก่นเนื้อแข็งเป็นวงกบประตู หน้าต่าง และบานประตู หากเป็นบ้านสองชั้นจะใช้ไม้เป็นคาน รอดและปูพื้น ส่วนหลังคาจะวางขื่อ แป และจันทัน ด้วยไม้โกงกางหรือไม้แสม หลังคาจะมุงกระเบื้องรางซึ่งมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมทำด้วยดินเผาบ้านเรือนแบบนี้ส่วนมากเป็นเรือนชั้นเดียว ถ้าสูงกว่านี้ก็เป็นเรือนสองชั้นเท่านั้น เพราะเสี่ยงต่อการพังทลายได้ง่าย บ้านแบบนี้หาดูได้จาก บ้านห้องแถวบริเวณแถวน้ำ ห้องแถวบริเวณบางเหนียว (ถนนภูเก็ต) และตึกแถวในตลาดอำเภอกะทู้บ้านเรือนแบบชิโน - โปรตุกีส บ้านแบบนี้เป็นบ้านของชาวภูเก็ตระดับเศรษฐีเพราะใช้วัสดุราคาแพง และบางครั้งต้องสั่งวัสดุมาจากต่างประเทศ ชาวภูเก็ตเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจที่ต้องเดินทางไปติดต่อค้าขายกับปีนัง(ในสมัยนั้นการคมนาคมระหว่างภูเก็ต- กรุงเทพ ฯ ไม่สะดวก มีความยากลำบากมาก การติดต่อค้าขายกับปีนังจะสะดวกกว่า)และพอใช้ลักษณะบ้านแบบนี้จึงจำแบบอย่างมาปลูกสร้างบ้านของตนเอง ส่วนใหญ่ในบรรดาพ่อค้าระดับเศรษฐีจะนิยมแพร่หลายและเอาแบบอย่างต่อ ๆ กันลักษณะบ้านแบบนี้ เป็นแบบผสมระหว่างสถาปัตยกรรมจีน กับสถาปัตยกรรมโปรตุเกส คือแปลนอาคารแบ่งออกเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงจะมีช่องสำหรับให้แสงสว่างตามธรรมชาติส่องลงมาได้ ช่วยให้มีอากาศหมุนเวียนภายในอาคาร โครงสร้างเป็นตึกก่ออิฐหรือเทคอนกรีตแบบยุโรป มีหน้าต่างหรือเฉลียงยื่นออกมาจากตัวบ้าน กรุบานหน้าต่างหรือประตูกระจกสี ตกแต่งลวดลายตามขอบประตูและหน้าต่าง หัวเสามีลักษณะเป็นเสาแบบยุโรป คือลักษณะเสาแบบดอริค (Doric) ไอโอนิค (Ionic) และโครินเธียน (Corinthian) ระหว่างเสาจะมีลักษณะเป็นประตูโค้งแบบโรมัน ด้านหน้าจะประดับด้วยลายปูนปั้นแบบจีน กระเบื้องปูพื้นจะเป็นกระเบื้องปูแบบฝรั่ง แต่หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา แบบทรงกระบอกผ่าซีก นอกจากนี้ ถ้าเป็นอาคารที่สร้างเป็นตึกแถวชั้นล่างจะเป็นทางเดินติดต่อกันตลอดทั้งแถว ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านบริเวณอาคารเหล่านี้สามารถเดินลอดตลอด ทางเดินเหล่านี้เป็นที่พักแดด พักฝนได้ไปในตัว เรียกส่วนนี้ว่า หง่อก่ากี่(อาเขด) เราจะพบตึกแถวเหล่านี้ในจังหวัดภูเก็ต คือ บริเวณตึกแถว - ถนนถลางทั้งสองฝากถนน และตึก- แถวถนนดีบุก แบบตึกเดียว เช่น บ้านพระพิทักษ์ บ้านคุณสิทธิ์ ตัณฑวณิช ฯลฯ ทุกบ้านจะขุดบ่อเป็นของตนเองเพื่อบริโภคและอุปโภคภายในบ้าน ภูเก็ตไม่เคยมีปัญหาขาดแคลนน้ำในอดีต